บุคคลสำคัญ

พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช



               ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์  ปราโมช  เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๔ ที่จังหวัดสิงห์บุรี  เป็นบุตรคนสุดท้องของพลโท พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าคำรบกับหม่อมแดง  ปราโมช สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชชนนี(พระพันปีหลวง) พระราชทานชื่อว่า คึกฤทธิ์
เริ่มต้นเรียนหนังสือที่บ้านกับ ม.ร.ว.บุญรับ ปราโมช (พี่สาวใหญ่) จนสามารถอ่านหนังสือภาษาไทยได้เมื่ออายุ ๔ ปี เป็นลูกศิษย์แหม่มโคลที่โรงเรียนวังหลัง(ปัจจุบันคือโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย) เมื่ออายุ ๖ ปี และได้เข้าเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จนจะขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๘ จึงเดินทางไปศึกษาต่อระดับมัธยมฯ ที่โรงเรียน Trent ประเทศอังกฤษ จบปริญญาตรีเกียรตินิยมสาขาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์(P.P.E.) จากมหาวิทยาลัย อ๊อกฟอร์ด
หลังจากสำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษ ได้เข้ารับราชการที่กรมสรรพากร กระทรวงการคลังอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาได้ลาออกจากราชการเพื่อทำงานที่ธนาคารสยามกัมมาจล จำกัด หรือธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) ในปัจจุบัน และสมรสกับ ม.ร.ว.พักตร์พริ้ง ทองใหญ่ ในพ.ศ. ๒๔๘๐ มีบุตรชายคือ ม.ล.รองฤทธิ์ ปราโมช และบุตรสาวคือ ม.ล.วิสุมิตรา  ปราโมช  ต่อมาถูเกณฑ์เข้ารับราชการทหาร  โดยได้รับยศเป็นสิบตรีและเข้าร่วมรบในสงครามมหาเอเชียบูรพา (พ.ศ.๒๔๘๓-๒๔๘๔) ในพ.ศ.๒๕๓๑ ได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพลตรี นายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์
เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๖ ได้เริ่มงานใหม่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่าย สำนักผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะเดียวกันก็ได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาการธนาคาร วิชาบัญชีและวิชาเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสาตร์และการเมือง และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะเริ่มเข้าสู่วงการเมืองเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๙
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช พร้อมด้วยมิตรสหาย อาทิ นายสุวิชช์ พันธุ์เศรษฐ  นายสอ  เสถบุตร  พระยาสุรพันธ์เสนี  ดร.โชติ  คุ้มพันธ์และ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล  นวรัตน์ เป็นต้น  ได้จัดตั้ง พรรคก้าวหน้า เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๘ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ริเริ่มตั้งพรรคการเมืองพรรคแรกของประเทศไทย ในช่วงต้นพุทธศักราช ๒๔๘๙ ท่านได้นำวิธีการหาเสียงที่เรียกว่า ไฮด์ปาร์ก หรือการอภิปรายในที่สาธารณะมาใช้ครั้งแรกในประเทศไทย จนทำให้ท่านได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งแรกของเขตดุสิต จังหวัดพระนคร
การเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ ทำให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช ได้มีโอกาสเป็นเลขานุการ คณะกรรมการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พ.ศ.๒๔๘๙ ในระหว่างนั้นได้เกิดความแตกแยกขึ้นในพรรคก้าวหน้า ท่านจึงยุบพรรคและได้เข้าร่วมกับนายควง อภัยวงศ์  ก่อตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายควง อภัยวงศ์ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค      ม.ร.ว.เสนีย์  ปราโมช  เป็นรองหัวหน้าพรรค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมชเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลเป็นครั้งแรก  นายควง  อภัยวงศ์  อภัยวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรี  พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช  เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  จนกระทั่งจอมพล ป. พิบูลสงครามได้กระทำรัฐประหารเมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๑ และบังคับให้คณะรัฐมนตรีลาออก พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องเป็นฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการที่สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงมติขึ้นเงินเดือนของตนเอง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช จึงลาออกจากสมาชิกภาพของผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๔๙๑ หลังจากนั้นอีก ๒ เดือน ได้รับเชิญจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่เนื่องด้วยสถานการณ์บีบคั้นในสภา ท่านจึงลาออกเมื่อต้นปี พ.ศ.๒๔๙๒ และถือเป็นการยุติบทบาททางการเมืองในช่วงแรก
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช ได้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐขึ้น เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๓ และในระหว่างที่ทำงานที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ก็ได้ทำหน้าที่ทางการเมืองไปด้วยพร้อมกัน โดยยอมรับตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๒ อย่างต่อเนื่องไปจนถึง พ.ศ.๒๕๑๑ บทบาที่สำคัญที่สุดทางการเมืองคือ เป็นผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคกิจสังคมเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๗ และได้สร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทยโดยรวบรวมพรรคเล็กต่างๆ จัดตั้งรัฐบาลขึ้นและเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๑๓ โดยมีเสียงสนับสนุนเพียง ๑๘ เสียงเท่านั้น  ผลงานที่สำคัญ คือ นโยบายการผันเงินสู่ชนบท  การตั้งสภาตำบล ผู้มีรายได้น้อยโดยสารรถประจำทาง และเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐโดยไม่เสียค่าบริการ และบุตรได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียนในโรงเรียนรัฐบาล และการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน
เมื่ออายุ ๗๔ ปี ในปลาย พ.ศ.๒๕๒๘ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช  ได้ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคม และไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งอีก  ซึ่งถือเป็นการวางมือทางการเมือง ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นับแต่นั้นมา แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการเมืองไทย ในฐานะนักวิเคราะห์และวิจารณ์การเมือง จนได้รับการยกย่องว่าเป็นเสาหลักประชาธิปไตย  เมื่อวันที่ ๒  กันยายน พ.ศ.๒๕๓๓ ได้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคกิจสังคมอีกครั้งหนึ่ง และลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเป็นการถาวรเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๔
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมชได้เริ่มเขียนหนังสือลงในหนังสือพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๘๙ งานชิ้นแรกเป็นบทสักวา ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์รายวัน เกียรติศักดิ์  ไม่ใช้นามแฝงหรือนามปากกา และต่อมาได้เขียนนวนิยายการเมืองในรูปแบบของ    นวนิยายกึ่งพงศาวดาร เช่น เรื่องโจโฉ นายกตลอดกาล เป็นต้น
บทบาทของการเป็นนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์เริ่มขึ้นอย่างจริงจัง  เมื่อท่านร่วมกับนายสละ  ลิขิตกุล ก่อตั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๓ โดยท่านเป็นทั้งเจ้าของ ผู้อำนวยการ และนักเขียนประจำ นอกเหนือจากการตอบปัญหาประจำวันแล้ว คอลัมน์พิเศษของท่านในหนังสือพิมพ์สยามรัฐคือ ข้าวนอกนา(พ.ศ.๒๕๑๙) ข้าวไกลนา(พ.ศ.๒๕๑๙-๒๕๒๐) คลื่นใต้น้ำ(พ.ศ.๒๕๒๐) ข้างสังเวียน(พ.ศ.๒๕๒๐-๒๕๒๓) และซอยสวนพลู(พ.ศ.๒๕๒๓-๒๕๓๘) ซึ่งถือว่าเป็นเสียงแห่งเหตุผล ในระยะที่สังคมไทยเต็มไปด้วยความสับสน อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกด้าน
นอกจากการปฏิบัติภาระหน้าที่ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน จนดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ชนรุ่นหลังยังจะรู้จักท่านในฐานะ ผู้มีผลงานด้านวรรณศิลป์ที่โดดเด่นมากกว่า ๒๐๐ เรื่อง ทั้งนวนิยาย  เรื่องสั้น เรื่องแปล  หนังสือบางเล่มได้รับการตีพิมพ์หลายครั้ง เช่น สี่แผ่นดิน ไผ่แดง หลายชีวิต ซูสีไทเฮา เป็นต้น และได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ในพ.ศ.๒๕๒๘
ทางด้านศิลปวัฒนธรร ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช  เป็นบุคคลสำคัญที่ได้ช่วยเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องวัฒนธรรมไทย  โดยเฉพาะในหมู่เยาวชน  ได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ใ ห้เป็นผู้ก่อตั้งสถาบันไทยคดีศึกษาเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๓ รับผิดชอบในเรื่องการศึกษาค้นคว้าความรู้ ที่เกี่ยวกับสังคมไทยโดยนักวิชาการไทย  แทนที่จะพึ่งพิงองค์แห่งความรู้ จากผลงานค้นคว้าของนักวิจัยชาวต่างประเทศ  เป็นที่ปรึกษาในการจัดทำหลักสูตร และเป็นผู้สอนวิชาอารยธรรมไทย ทั้งด้านศาสนา  การเมือง  การปกครอง  เศรษฐศาสตร์  วรรณศิลป์  นาฏศิลป์และดนตรีไทยในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ซึ่งมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทสได้นำไปเป็นแบบในการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช  ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครอบครูพระพิราพ  ในพิธีไหว้ครูและพิธีครอบโขนละครเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๖ ได้ฟื้นฟูการแสดงโขนให้เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป  และได้ก่อตั้งโขนธรรมศาสตร์ขึ้นเมื่อพ.ศ.๒๕๐๙ เพื่ออบรมเยาวชนไทยให้เข้าใจในเรื่องวัฒนธรรมไทย  โดยผ่านสื่อนาฏศิลป์
ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์  ปราโมชได้เริ่มปรากฏอาการป่วยเป็นระยะๆ ตั้งแต่พ.ศ.๒๕๓๐ จนกระทั่ง ๒๕๓๐ จนกระทั่ง ๒๕๓๘ และถึงอสัญกรรมด้วยโรคชรา  เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๘  สถิตย์อยู่แต่ความดีงาม และความเป็นปูชนียบุคคลให้อนุชนรุ่นหลังรำลึกถึง






 
หมอบรัดเลย์ บิดาแห่งการพิมพ์สยาม

        คนไทยกับคนอเมริกันได้พบเห็นหน้าอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อในรัชกาลที่ ๓ ในครั้งนั้นประธานาธิบดีแย็กสัน (Andrew Jackson) ได้แต่งตั้งให้เอมินราบัดหรือ เอดมันด์ รอเบิต (Edmond Roberts) เป็นทูตขี่เรือกำปั่นเข้ามาทำหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีและการค้าขายเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๕ (ภายหลังประเทศอังกฤษ) และต่อจากนั้น ๓ ปี หมอบรัดเลย์ก็นั่งเรือใบเข้ามา
        หมอบรัดเลย์เป็นคนเมืองมาร์เซลลุส (Marcellus) ในมลรัฐนิวยอร์ก เป็นเมืองที่บิดามารดามาตั้งครอบครัวอยู่หลังจากอพยพมาจากนิวฮาเวน (New Haven) บิดาชื่อ แดน บรัดเลย์ มีอาชีพเป็นศาสนาจารย์, เกษตรกร, ผู้พิพากษา และบรรณาธิการวารสารทางเกษตรกรรม มารดาชื่อ ยูนิซ บีช บรัดเลย์ (Eunice Beach Bradley) เมื่อนางให้กำเนิดหมอบรัดเลย์เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๔๗ แล้ว นางก็สิ้นชีวิตในวันต่อมา หมอบรัดเลย์เป็นบุตรคนที่ ๕ ชื่อแรกมาจากชื่อของบิดาคือ แดน และชื่อกลางมาจากชื่อสกุลมารดาคือ บีช รวมเป็น แดน บีชบรัดเลย์
        ต่อมาบิดาของท่านได้แต่งงานใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๘ ท่านจึงได้รับการเลี้ยงดูจากมารดาเลี้ยง และมีน้องที่เกิดจากแม่คนใหม่อีก ๕ คน แม้กระนั้นก็ได้ให้ความรักความเมตตาแก่ท่านเป็นอย่างดี ทำให้ไม่รู้สึกว้าเหว่แต่อย่างใด
        ท่านเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เป็นเด็ก จึงอาจเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ท่านสนใจในการพิมพ์หนังสือในสมัยต่อมา และอยากให้คนไทยอ่านหนังสือกันมาก ๆเผอิญสิ่งแวดล้อมในอเมริกาครั้งนั้นเป็นผลดีแก่เมืองไทย ที่จะได้คนดีอย่างหมอบรัดเลย์เข้ามา คือในสมัยนั้นทางฝ่ายเผยแผ่ศาสนาคริสต์มีความต้องการมิชชันนารีที่เป็นแพทย์จำนวนมาก หมอบรัดเลย์จึงได้ตัดสินใจเข้าศึกษาวิชาแพทย์แทนที่จะทำงานทางศาสนา และเนื่องจากขณะนั้นสุขภาพไม่ค่อยดี ในระยะแรกท่านจึงศึกษากับนายแพทย์โอลิเวอร์ (Dr. A.F. Oliver) ที่เมือง Penn Yan แบบตามสบายเพื่อรอให้สุขภาพดีขึ้น
        เมื่ออยู่ในวัยรุ่น ท่านมีข้อบกพร่องอยู่อย่างหนึ่งคือพูดติดอ่าง ซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในการเผยแผ่ศาสนาที่จะต้องพูดหรือบรรยายธรรม ฉะนั้นท่านจึงต้องรีบแก้ไขโดยการเข้ากลุ่มฝึกพูด ซึ่งก็เป็นผลดี
ในหนังสือ ๕๐ ปีโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน นายแพทย์คทาวุธ โลกาพัฒนา ได้กล่าวถึงการเรียนวิชาแพทย์ของหมอบรัดเลย์ไว้ตอนหนึ่งว่า
        "การศึกษาวิชาแพทย์ในสมัยนั้นเป็นการศึกษาแบบปฏิบัติกับแพทย์ที่ปฏิบัติงานอยู่ จนกระทั่งมีประสบการณ์เพียงพอจึงจะสอบเพื่อรับปริญญา ท่านเคยไปฟังบรรยายทางการแพทย์ที่ Harvard ในปี ค.ศ. ๑๘๓๐ และกลับไปฝึกปฏิบัติงานการแพทย์สลับกับการเป็นครูในหมู่บ้าน เมื่อสะสมเงินได้เพียงพอ จึงไปที่โรงเรียนแพทย์ในกรุงนิวยอร์กเพื่อเรียนและสอบได้ปริญญาแพทย์ในเดือนเมษายนค.ศ. ๑๘๓๓
        ระหว่างอยู่ในนิวยอร์กยังได้ปฏิบัติงานหาความชำนาญ และระหว่าง ๒ ปีนั้นอหิวาตกโรคกำลังระบาดอยู่ในนิวยอร์ก โดยระบาดมาจากเมืองควิเบก ขณะศึกษาอยู่ในนิวยอร์กได้สมัครเป็นแพทย์มิชชันนารีกับ ABCFM (American Board of Commissioners of Foreign Missions) เพื่อทำงานในอาเซีย
        ที่นิวยอร์ก หมอบรัดเลย์ได้รู้จักกับบุคคลสองคนซึ่งมีผลต่อการดำเนินชีวิตในระยะต่อมา คนแรกคือ Charles Grandison Finney ซึ่งเป็นนักเทศน์และอาจารย์จาก Oberlin College มีความเชื่อว่า มนุษย์ควรจะดำรงชีวิตโดยไม่มีบาป คือดำรงชีวิตของตนเช่นเดียวกับพระคริสตเจ้า ความเชื่อนี้มีผลต่อการปฏิบัติงานของหมอบรัดเลย์ในเมืองไทย คนที่สองคือ Reverend Charles Eddy แห่งคณะ ABCFM ซึ่งแนะนำว่าการทำงานมิชชันนารีในต่างแดนควรจะมีผู้ช่วย"
        ในที่สุดหมอบรัดเลย์ได้เข้าศึกษาที่ College of Physicians ที่เมืองนิวยอร์ก และได้รับปริญญา Doctor of Medicine เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. ๑๘๓๓ (พ.ศ. ๒๓๗๖) พร้อมที่จะเป็นมิชชันนารีต่อไป
        ในช่วงเวลาที่หมอบรัดเลย์เกิดจนถึงรุ่นหนุ่ม สังคมอเมริกันได้เกิดความเคลื่อนไหวที่สำคัญซึ่งมีอิทธิพลต่อแนวความคิดและวัฒนธรรมอเมริกัน คือการฟื้นสำนึกทางศาสนาครั้งใหญ่ เป้าหมายสำคัญคือการฟื้นฟูหลักธรรมของศาสนาคริสต์โปรเตสแตนต์ โดยมีการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านอบายมุข การเคลื่อนไหวเพื่อการเลิกทาส และการรณรงค์เพื่อเดินทางออกไปเผยแพร่ศาสนายังประเทศต่างๆทั่วโลก การฟื้นสำนึกทางศาสนาที่มีอิทธิพลต่อหมอบรัดเลย์โดยตรง หมอบรัดเลย์ในวัยหนุ่มตั้งใจจะศึกษาทางด้านอักษรศาสตร์ แต่ต้องประสบปัญหาทางด้านการพูดออกเสียงและมีอายุมากเกิน จึงต้องเบนเข็มเข้าเรียนทางด้านการแพทย์แทน โดยเริ่มเข้าศึกษาชั้นต้นกับคลินิกแพทย์คนหนึ่งที่ออเบิ์รน แต่ต้องพักการเรียนระยะหนึ่งเนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ ต่อมาเมื่อสุขภาพแข็งแรงแล้วก็คิดจะเรียนต่อทางด้านศาสนา เพื่อเป็นผู้สอนศาสนา แต่ก็ต้องประสบปัญหาทางด้านการเงินและอายุอีก จึงหันกลับมาเรียนต่อ ทางด้านการแพทย์อีกครั้ง โดยมุ่งหวังว่าจะทำให้สามารถทำงานเผยแพร่ศาสนาได้ ในที่สุด หมอบรัดเลย์ก็เรียนสำเร็จ ได้รับปริญญาทางการแพทย์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ในปี 2376
        เมื่อได้ปริญญาทางการแพทย์แล้วหมอบรัดเลย์จึงสมัครเป็นมิชชันนารี กับคณะ เอ บี ซี เอฟ เอ็ม (American Board of Commissioner Foreign Mission) คือคณะมิชชันนารีเพื่อพันธกิจต่างชาติ หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า "คณะอเมริกันบอร์ด" คณะอเมริกันบอร์ดอนุมัติให้หมอบรัดเลย์เดินทางมาเผยแผ่ศาสนาในเอเชียได้ จุดหมายปลายทางคือ ประเทศสยาม ซึ่งกำลังเป็นที่รู้จัก ตามธรรมเนียมของการเดินทางมายังประเทศห่างไกลเช่นนี้ มิชชั่นนารีจำเป็นต้องมีคู่แต่งงานเดินทางมาด้วย หมอบรัดเลย์จำเป็นต้องหาผู้หญิงที่พร้อมจะเป็นคู่ชีวิตและยอมเป็นคู่ชีวิตและยอมเดินทางไปทำงานไกลบ้านเกือบครึ่งโลกด้วยความเต็มใจ ไม่นานหมอบรัดเลย์ก็ได้พบผู้หญิงคนนั้น เธอคือ เอมิลี่ รอยซ์
        1 กรกฎาคม 2377 หมอบรัดเลย์ออกเดินทางจากบอสตันมุ่งหน้าสู่สยาม โดยเรือ "แคชเมียร์" ใช้เวลารอนแรมในทะเลเป็นเวลา 6 เดือน หมอบรัดเลย์ก็มาถึงสิงคโปร์ในวันที่ 12 มกราคม 2378 และแวะพักอยู่ที่สิงค์โปร์อีก 6 เดือน ก่อนจะเดินทางเข้าสู่สยามในวันที่ 18 กรกฎาคม 2378 เป็นวันเกิดปีที่ 31 ปีพอดี
        เมื่อมาถึงสยามหมอบรัดเลย์ได้อาศัยพักรวมอยู่กับครอบครัวของศาสนาจารย์สตีเฟน จอห์นสัน ที่ย่านวัดเกาะ โดยมีเป้าหมายเพื่อเผยแผ่ศาสนากับชุมชนชาวจีนก่อนเป็นลำดับแรก ที่บ้านพักย่านวัดเกาะนี้ หมอบรัดเลย์ได้เปิดโอสถสถาน ขึ้น เพื่อทำการรักษา จ่ายยา และหนังสือเกี่ยวกับศาสนาให้กับคนไข้
        แต่ไม่นานกิจการนี้ก็ถูกเพ่งเล็ง ว่าอาจทำให้ชาวจีนกระด้างกระเดื่องต่อรัฐบาลสยามได้ จึงมีการกดดันเจ้าของที่ดินคือนายกลิ่นไม่ให้มิชชันนารีเช่าที่ต่อไปอีก หมอบรัดเลย์จึงต้องย้ายมาเช่าที่ของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ที่บริเวณหน้าวัดประยูรวงศาวาส เป็นที่ทำการแห่งใหม่
        ที่อยู่แห่งใหม่นี้เองที่หมอบรัดเลย์ได้ทำการผ่าตัดครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การแพทย์ของไทย คือการตัดแขนพระภิกษุรูปหนึ่งที่ได้รับอุบัติเหตุจากกระบอกบรรจุดินดำทำพลุแตกในงานฉลองที่วัดประยูรวงศาวาส หมอบรัดเลย์ต้องตัดแขนพระภิกษุรูปนี้เพื่อรักษาชีวิตไว้ ทางการแพทย์ถือว่าเป็นการผ่าตัดแผนปัจจุบันครั้งแรกของไทย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2380
        ผลงานชิ้นสำคัญทางการแพทย์อีกเรื่องหนึ่งคือ การริเริ่มปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ เป็นผลสำเร็จครั้งแรกในเมืองไทยทำให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานเงินจำนวนหนึ่งเพื่อช่วยเหลือในการหาซื้อเชื้อหนองฝีโค ซึ่งต้องสั่งนำเข้าจากสหรัฐอเมริกามาใช้เพื่อปลูกฝีให้ชาวสยาม และยังทรงให้แพทย์หลวงมาศึกษาวิธีการปลูกฝีจากหมอบรัดเลย์เพื่อขยายการปลูกฝีให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้นในประเทศไทย
        หลังจากที่หมอบรัดเลย์ประสบความสำเร็จอย่างมากในทางการแพทย์ก็เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในบางกอก แต่นั่นกลับไม่ช่วยให้กิจกรรมทางด้านศาสนาประสบความสำเร็จไปด้วย ตลอดชีวิตของหมอบรัดเลย์ในสยามซึ่งกินเวลาเกือบ 40 ปีนั้น ทำให้กลับใจเปลี่ยนศาสนาได้ไม่กี่คน หรือเรียกว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าทุกสิ่งที่หมอบรัดเลย์ทำนั้นล้วนแต่เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางศ่าสนาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการแพทย์หรือการพิมพ์ก็ตาม
        ส่วนงานที่หมอบรัดเลย์ทำและพัฒนาขึ้นตลอดเวลาคือ การพิมพ์ สิ่งที่น่าสนใจในงานพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ก็เป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแผ่ศาสนา เป็นสิ่งสนับสนุนทางการแพทย์ และยังเป็นรายได้เพื่อจุนเจือครอบครัวอีกด้วย
        การพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ในสยามเริ่มต้นขึ้นเมื่อหมอบรัดเลย์เดินทางจากสิงคโปร์มาสยามและได้ซื้อตัวพิมพ์อักษรไทยและแท่นพิมพ์ไม้ติดตัวมาด้วยตัวพิมพ์และแท่นพิมพ์ไม้ชุดแรกที่เข้าสู่สยามพร้อมกับหมอบรัดเลย์ถูกนำมาตั้งเป็นโรงพิมพ์ขึ้นที่ตรอกกัปตันบุช อันเป็นที่ตั้งของคณะ เอ บี ซี เอฟ เอ็ม และได้ดำเนินการพิมพ์ใบปลิว หนังสือต่างๆในระยะแรก ตัวพิมพ์และแท่นพิมพ์ไม้นี้หมอบรัดเลย์กล่าวถึงไว้ว่า เป็นสิ่งที่อัปลักษณ์มาก
        จนกระทั่งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2379 โรงพิมพ์หมอบรัดเลย์จึงได้รับแท่นพิมพ์ใหม่ที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้น ยี่ห้อโอติส และสแตนดิ้ง ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญต่อประวัติศาสตร์การพิมพ์สยาม เพราะทำให้ประสิทธิภาพในการพิมพ์สูงขึ้น และสวยงามขึ้นอย่างมาก
        หมอบรัดเลย์ได้ให้กำเนิดสิ่งพิมพ์ฉบับแรกที่พิมพ์ขึ้นในประเทศคือ หนังสือบัญญัติสิบประการ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2379 หลังจากนั้นกิจการโรงพิมพ์ภายใต้การดูแลของหมอบรัดเลย์ก็เริ่มต้นพิมพ์เกี่ยวกับศาสนาออกมาอีกมากมาย
        ต่อมาในปี 2382 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้โรงพิมพ์หมอบรัดเลย์พิมพ์ประกาศห้ามสูบฝิ่นจำนวน 9,000 ฉบับ นับเป็นสิ่งตีพิมพ์เอกสารทางราชการฉบับแรกในประวัติศาสตร์สยาม และถือเป็นหมายสำคัญว่ายุคแห่งการคัดด้วยลายมือกำลังจะหมดไป เป็นการเริ่มต้นยุคสมัยแห่งการพิมพ์สยาม
        ในที่สุดพัฒนาการของการพิมพ์ในสยามก็มาถึงจุดสำคัญที่สุดคือ หมอบรัดเลย์และคณะสามารถหล่อตัวพิมพ์ภาษาไทยขึ้นสำเร็จเป็นครั้งแรกในปี 2384 ตัวพิมพ์ชุดนี้หมอบรัดเลย์ยังได้ทำขึ้นอีกเพื่อทูลเกล้าฯถวายเจ้าฟ้ามงกุฎ สำหรับใช้ที่โรงพิมพ์วัดบวรนิเวศวิหาร
        ต่อมาในวันที่ 4 กรกฎาคม 2387 หมอบรัดเลย์ก็ได้ออกหนังสือพิมพ์ฉบับแรกของสยามขึ้นในชื่อว่า หนังสือจดหมายเหตุ บางกอกรีคอเดอ กิจการโรงพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ได้พิมพ์หนังสือออกมาจำนวนมาก โดยเฉพาะในระยะหลังเมื่อหมอบรัดเลย์ได้รับพระราชทานที่ดินให้เช่าบริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ งานพิมพ์ส่วนใหญ่ไม่จำกัดวงเฉพาะงานทางด้านศาสนาอีกต่อไปแต่ได้พิมพ์หนังสือหลากหลายประเภท ทั้งนิยาย ประวัติศาสตร์ กฎหมาย วรรณคดี เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลที่สนใจทั่วไป


        เกือบ 40 ปีที่อยู่ในสยาม หมอบรัดเลย์ได้ทุ่มเททำงานอย่างหนักตลอดเวลา มีโอกาสเดินทางกลับบ้านเกิดเพียงครั้งเดียว เป็นช่วงเวลาที่ เอมิลี บรัดเลย์ เสียชีวิตลงในสยาม การเดินทางกลับบ้านครั้งนี้กินเวลา 3 ปี คือระหว่างปี 2390-2393 เมื่อกลับมาสยามอีกครั้ง หมอบรัดเลย์ก็มาพร้อมกับภรรยาคนใหม่ คือซาราห์ แบลชลี หลังจากนั้นก็ลงหลักปักฐานอยู่ในสยามจนเสียชีวิตที่นี่ทั้งสองคน หมอบรัดเลย์มีบุตรกับเอมิลี 5 คน และกับซาราห์ 5 คนหมอบรัดเลย์มีชีวิตอยู่ในสยามผ่านเวลามาถึง 3 แผ่นดิน คือตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 รัชการลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 โดยที่ไม่มีโอกาสร่ำรวยและสุขสบายเลย หมอบรัดเลย์เสียชีวิตลงในปี 2416 ขณะมีอายุได้ 69 ปี อนุสรณ์สถานของครอบครัวบรัดเลย์อยู่ที่สุสานโปรเตสแตนท์ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ถนนเจริญกรุง
        แต่สิ่งที่เป็นอนุสรณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหมอบรัดเลย์ต่อชาวไทยก็คือการพิมพ์และการแพทย์ แม้ว่าหมอบรัดเลย์จะไม่ได้รับการยกย่องให้เป็น"บิดา"ทั้งทางด้านการพิมพ์และการแพทย์แผนใหม่ของไทย แต่สิ่งที่หมอบรัดเลย์ได้ริเริ่มบุกเบิกไว้เป็นคนแรกนั้นก็ไม่อาจลบเลือนไปได้เช่นกัน